โรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน : ศูนย์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
----------------------------------------
ก่อนจะมาถึงวันนี้
@ปรับกระบวนทัศน์
เริ่มจากปรับระบบคิดของตัวเราและคนของเราก่อน อย่างน้อยก็เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและผู้รับผิดชอบงานในพื้นที่
เพื่อนำไปสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับระบบคิดของภาคีเครือข่าย อย่างน้อยเครือข่ายหลักของเรา
คืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) และผู้สูงอายุ รวมทั้งภาคีเครือข่ายอื่นๆ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ผู้นำชุมชน
วัด โรงเรียน เป็นต้น จึงเป็นที่มาของแนวคิด “เป็นหน่วยงานหลัก ในการประสานและพัฒนาภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนพลังชุมชน
เพื่อพัฒนางานสาธารณสุขเชิงบูรณาการ” กระบวนทัศน์ใหม่ในการทำงานของงานสาธารณสุขมูลฐานและสุขภาพภาคประชาชน
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี
@สร้างภาพลักษณ์แห่งตัวตน
เป็นการสร้าง Brand หรือเอกลักษณ์ขององค์กร สร้างความภาคภูมิใจในองค์กรของตน
ปลุกพลัง หมายถึง จูงใจให้เครือข่ายในชุมชนออกมาร่วมพัฒนา
สร้างปัญญา หมายถึง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกโอกาส
เติมคุณค่า หมายถึง สร้างความภาคภูมิใจในตนเองและชุมชน
ชุมชนแห่งสุข หมายถึง ทุกคนค้นพบศักยภาพของตนเอง ร่วมคิด ร่วมทำ และพัฒนาชุมชนของตนเอง
ด้วยความเป็นสุข แสดงออกมาด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใสของคนในชุมชน
นี่คือ Brand หรือเอกลักษณ์ของงานสาธารณสุขมูลฐานและสุขภาพภาคประชาชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี
@ย่างก้าวพ้นอุปสรรค
ปลุกพลัง ด้วยเวที SRM : Strategic Route Map)
เวทีการสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์(SRM : Strategic Route Map)ในการจัดทำแผนสุขภาพชุมชน เป็นเครื่องมือหนึ่งในการปลุกพลังผู้มีส่วนได้เสียให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพ
เวที SRM กับผู้สูงอายุ
กลุ่มเป้าหมาย คือ แกนนำผู้สูงอายุ ชมรมละ 5 คน

เวที SRM กับ อสม.
กลุ่มเป้าหมาย คือ แกนนำ อสม. ชมรมละ 5 คน

เวทีวิทยากร SRM ภาคีเครือข่าย
กลุ่มเป้าหมาย คือ อสม./ผู้สูงอายุ/ผู้นำชุมชน/กองทุนสุขภาพตำบล/ท้องถิ่น/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สอ./PCU./รพ. ละ ๑๐ คน


พิธีกรคู่ อสม.คนเก่ง
ถึงเวลาต้องเปลี่ยน
@เปลี่ยนที่ตัวเรา
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์(SRM : Strategic Route Map) ต่างจากการทำแผนทั่วไปที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือเปลี่ยนจากการค้นหา “ปัญหา”
มาเป็นการค้นหาทุนหรือสิ่งดีๆในชุมชนที่เรียกว่า “ปัญญา”
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ๑ ปีเต็ม เราได้สร้างเวที SRM ที่หลากหลาย เช่น SRM ในแกนนำผู้สูงอายุ SRM ในแกนนำอสม. รวมทั้ง
การสร้างวิทยากรระดับพื้นที่ภาคีผู้มีส่วนได้เสีย เช่น เทศบาล อบต. สาธารณสุข กองทุนสุขภาพตำบล แกนำชุมชน ครอบคลุมทุกตำบล
“ผมไม่ทานข้าวเที่ยงนะพี่ ผมจะรีบออกไปข้างนอกก่อน กลัวกลับมาร่วมประชุมไม่ทัน” เขาคนนี้คนที่ชอบปฎิเสธ เขาเปลี่ยนไป
“ผมขอเป็นฟองน้ำ ผมไม่อยากเป็นน้ำเต็มแก้ว” หลายคนเริ่มปรับความคิด
“ลุงดีใจและเป็นสุขที่ได้มาเที่ยวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน ผมเคยเป็นนายคน คิดว่าเราเก่ง คิดว่าเราถูก ที่จริงแล้วทุกความคิดสำคัญเสมอ”
“ลุงอายุ ๗๐ ปีแล้ว ผ่านการประชุมมาเยอะ มาที่นี่แหละลูกทั้งสนุก ได้เพื่อน ได้ความรู้”
“เวลา ๐๙.๐๐ น. ทุกคนเข้าห้องประชุมพร้อมร่วมกิจกรรม”
“เวลา ๑๖.๐๐ น. ทุกคนยังสนุกสนานกับการร่วมกิจกรรม”
“อยากช่วยคนนะ” จากใจ..สั้นๆ..ได้ใจ
ภาพและคำพูดเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ “ตัวเรา” วันนี้คนเหล่านี้เปลี่ยนแล้ว
และเชื่อมั่นว่าไม่นานชุมชนต้องเปลี่ยน
ผมเองเข้าเวที SRM ครั้งแรกยังจำไม่รู้ลืม เจ็บฉี่อยากเข้าห้องน้ำยังไม่อยากไป เพราะผมไม่อยากขาดตอน
ทุกขั้นตอนของกระบวนการต้องเชื่อมโยง ผมเปรียบกระบวนการ SRM เหมือนขบวนรถไฟ
ซึ่งประกอบด้วยตู้หลายๆตู้รวมเป็นขบวนรถไฟ ถ้าขาดตู้ใดตู้หนึ่งไป สุดท้ายกลายเป็น “ไม่เป็นขบวน”
@เปลี่ยนที่ปัญญาด้วยเวทีเสวนาประสาภาคีเครือข่าย
เวทีเสวนา “ปลุกพลังชุมชน สร้างความสุข ด้วยวิถีชุมชน”
ผู้ดำเนินรายการ คุณเสาวภา ก้าวสมบูรณ์
คุณเชิด ทองสุก สาธารณสุขอำเภอเกาะสมุย กล่าวว่า บุคคลควรทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ควรทำตนให้มีคุณค่า ทำตนให้เป็นที่ไว้วางใจ ในการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ เน้นการขับเคลื่อนชุมชนโดยให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ให้มีความชัดเจน
ทางด้านสุขภาพได้นั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น และกล่าวทิ้งท้ายว่า “คนดีสำคัญกว่าสิ่งอื่น”
คุณอมร หวัดสนิท โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าโรงช้าง กล่าวว่า บทบาทที่ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพนั้น
ภาคีเครือข่าย องค์กรต่างๆ ต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหาสาธารณสุข โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพในการดูแลสุขภาพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ควรเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับประชาชน และเป็นผู้ขับเคลื่อน สร้างอาสาสมัครสาธารณสุข และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นเจ้าของสุขภาพ มิใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเท่านั้น และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ไม่มีข้อขัดแย้ง ต้องกล้าเผชิญการเปลี่ยนแปลง งานจะสำเร็จต้องเข้าหากัน จับมือร่วมกันสร้างสุขภาวะในชุมชน”
คุณมานพ สาโรจน์ กำนันตำบลตะกุกเหนือ กล่าวว่า บทบาทที่สำคัญในการรวมกลุ่มชุมชนนั้น เราต้องเข้าหาชุมชน มองหาครอบครัว
ที่เป็นแกนหลักของหมู่บ้าน และร่วมปรึกษาหารือ ร่วมแสดงความคิดเห็น ขายความคิดและหาแนวร่วม เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานจนประสบความสำเร็จ และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้นำครอบครัว ผู้นำชุมชน ขายความคิดให้ชุมชน กำไรคือสุขภาพของคนในชุมชน”
คุณวาสนา อุตมางกูล ประธานชมรมตลาดสดน่าซื้อ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึง สาเหตุที่ได้มาดำเนินการปรับปรุงตลาด
เนื่องจากรับนโยบายจากรัฐบาล ก็เปิดใจยอมรับ และปรับเปลี่ยนพัฒนาศักยภาพตลาดให้ดีขึ้น เพื่อมิให้เงินทองรั่วไหลเพราะการไปจับจ่ายที่ห้างสรรพสินค้า ด้วยความมุ่งมั่นจนได้รับความร่วมมือจากแม่ค้า โดยการนำนโยบายมาชี้แจงให้กับแม่ค้า และใช้แรงจูงใจให้ดำเนินการปรับเปลี่ยน ด้วยการออกติดตามร่วมกับคณะทำงานได้พูดคุยชี้แจงให้เข้าใจ และกล่าวทิ้งท้ายว่า “การทำงานต้องมีอุปสรรค ไม่ย่อท้อ เข้าถึงประชาชน รักงานที่ทำ ทำงานอย่างมีความสุข แล้วงานจะประสบความสำเร็จ”
คุณวิทยา โสมเกิด กำนันตำบลตะกุกใต้ กล่าวถึงประเด็นความแตกต่างของการใช้และไม่ใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ว่า หลังจากได้นำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์มาใช้นั้น ทำให้ทุกคนมีแผนที่ของตนเอง เพราะชุมชนจะพัฒนาได้ต้องมีแผน ซึ่งการทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์นั้นต้องระดมจากหน่วยงาน เครือข่าย องค์กรต่างๆ มิใช่ต่างคนต่างทำ การทำแผนฯ มิใช่เรื่องยาก เพียงแต่ให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการทำงาน และมีส่วนร่วมที่ชัดเจน จะเห็นได้ว่าการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์จะเป็นการบูรณาการจากทุกภาคส่วน รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ให้เข้าถึงชุมชน”
คุณฤทัย สะบู่ม่วง อสม.ชุมชนหัวแหลมพัฒนา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนหลังจากสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ว่า ทำให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ด้วยการค้นหาปัญหา กำหนดเป้าประสงค์ กำหนดตัวชี้วัด และใช้ขั้นบันไดประเมินความสำเร็จ โดยที่ประชาชนได้ร่วมกันกำหนดกติกาชุมชน ทำประชาพิจารณ์ ทดลองใช้ ปรับปรุง และประกาศใช้กติกา ซึ่งจากการดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวทำให้ชุมชนประสบความสำเร็จในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ ประชาชนมีสุขภาพดี มีความภาคภูมิใจที่ประสบความสำเร็จ จึงให้ความร่วมมือด้วยดีตลอดมา และกล่าวทิ้งท้ายว่า “การทำงานย่อมมีอุปสรรค ให้อาศัยภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อน”
เวทีเสวนา “การขับเคลื่อนชุมชน ด้วยพลังเครือข่าย”
ผู้ดำเนินรายการ คุณนัทธมน สุทธิพันธ์
นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ในการดำเนินงานถ้าเริ่มจากนโยบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คิดว่าบุคคลอื่นน่าจะทำได้ แต่จริงๆ แล้วอาจจะล้มเหลวมากกว่า ดังนั้น จะทำอย่างไรถึงจะมีเครือข่าย การเริ่มทำงานในชุมชนจะสำเร็จได้ให้มองที่เครือข่ายซึ่งต้องพิจารณาก่อนว่า ศักยภาพของเครือข่ายเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเพราะอะไร ยั่งยืนได้เพราะอะไร และผู้นำองค์กรได้เป็นผู้นำเพราะอะไร ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะเชื่อมโยงและเชื่อมต่องานให้ขับเคลื่อน ซึ่งสำคัญกว่าการขับเคลื่อนตามนโยบาย และได้ให้คติในการดำเนินงานว่า “ก่อนที่เราจะพึ่งพาเครือข่าย ให้ถามตัวเราว่า เราได้ให้เครือข่ายพึ่งพาหรือไม่”
คุณสมบูรณ์ สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงความเป็นมาของการดำเนินการให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข ด้วยการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ จะต้องเน้นในการให้ความสำคัญกับเครือข่าย ในปัจจุบันมีชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ชุมชนหัวแหลม ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ รับประทานอาหารปลอดภัย จนนวัตกรรมเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านบางใหญ่ ดำเนินการตามโครงการชุมชนอยู่ดีมีสุข เน้นการมีส่วนร่วมในโรงเรียน การกำจัดขยะในครัวเรือนด้วยโครงการ “ถังข้าวหมู กู้โลก” ชุมชนวัดกลางใหม่ ได้จัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ และนำมาประกอบการจัดทำแผนชุมชนของตนเอง โดยเน้นการแยกขยะและปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เป็นต้น
นพ.ประวิง เอื้อนนทัช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานต่างๆ มีนโยบายแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งขึ้นกับสภาพปัญหา แต่ในเรื่องของการดูแลสุขภาพนั้นทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนมีสุขภาพดี สามารถดูแลตนเอง จนกระทั่ง นพ.อมร นนทสุต ได้นำหลักการแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์มาใช้ โดยมีหลักการให้ประชาชนลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตนเอง ดูแลกันเอง ควบคุมกันเอง โดยมีสาธารณสุขเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจในการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง การใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ในการสร้างเสริมสุขภาพ ควรขับเคลื่อนด้วยการสร้างเครือข่ายด้านสุขภาพใกล้ตัว และมีประชาชนเป็นแกนหลัก โดยพิจารณาว่าสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ ถ้าไม่สอดคล้องก็ต้องปรับเปลี่ยน
นพ.ภูมิวิชญ์ ขวัญเมือง ผอ.สปสช. เขต 11 สุราษฎร์ธานี ได้เสนอแนวคิดตามหลัก 3 ก สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ได้แก่ กองทุน
กรรมการ กำลังคน ส่วน สปสช. มีหน้าที่ต้องประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นในการจัดตั้งกองทุนสุขภาพ เน้นรูปแบบการจัดการ ทำงานเชิงรุก จัดการเชิงบวก บทบาทเจ้าหน้าที่คือการสนับสนุนอาวุธทางปัญญา (Empowerment) และการตรวจสอบสมดุล (Balance check) ภาคีเครือข่ายมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน ให้ประชาชนมีการรวมกลุ่มเพื่อการสร้างสุข ชาวบ้านจัดการชีวิตตนเอง ขับเคลื่อนพลังเครือข่าย ด้วยการถ่วงดุลพลังอำนาจทั้งหลาย ได้แก่ พลังทางกฎหมาย พลังการเงิน พลังอุดมการณ์ เป็นต้น
คุณไสว ศรรัตน์ รองประธานชมรม อสม.จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า อสม.มีจิตสาธารณะทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประชาชน ทำงานให้ชาวบ้านมีความสุข รักศักดิ์ศรีของตนเอง มีแบบฟอร์มของตนเอง และต้องพัฒนาตนเอง ด้านการพัฒนาสุขภาพชุมชน อสม.ต้องดูแลตนเองและครอบครัว สังคมและชุมชน สร้างทีมงาน เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีศักยภาพ และร่วมขับเคลื่อนชุมชน ด้วยพลังเครือข่าย
คุณประดิษฐ์ ศรีคิรินทร์ ประธานชมรมผู้สูงอายุสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงบริบทที่แตกต่างระหว่างชุมชนเมืองและชนบท และชีวิตของผู้สูงอายุที่ยากไร้ ด้อยโอกาส จนได้ริเริ่มจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ จนเกิดภาคีเครือข่ายในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เปรียบเสมือนเทียนเล่มแรกที่ให้ผู้สูงอายุ อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ได้รับการดูแลทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคม และจิตสาธารณะ การจัดการสุขภาพในชุมชนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย ศักยภาพองค์กรภาคีเครือข่าย ทำอย่างไรให้แผนมีคุณภาพ การเฝ้าระวังติดตามและประเมิน ประสานความร่วมมือกับภาคีและเครือข่าย พิทักษ์ประโยชน์ และกระบวนการจัดการความรู้ นวัตกรรมความภาคภูมิใจ
คุณกมล มีชัยพัฒนกิจ ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงพลังเครือข่ายที่สำคัญในการขับเคลื่อนชุมชน คือ ภาคประชาชนและภาคเอกชน ต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ให้ภาครัฐเสริมและร่วมขับเคลื่อน แต่ในความเป็นจริงภาคประชาชนและภาคเอกชนอาจไม่ได้มีส่วนร่วมเท่าที่ควร นโยบายหลักๆ มาจากส่วนกลาง ท้องถิ่นต้องรับนโยบาย ซึ่งเป็นระบบสั่งการแบบ Top down ควรปรับเปลี่ยนเป็น Bottom up ให้ชุมชนคิดเอง ปัจจุบันกลับกัน กระผมมีทุนของตัวเอง ใช้ขับเคลื่อนทำไปตามนโยบายเท่าที่ทำได้ สิ่งที่เราเห็นกลับกันหมด คนผอมเป็นคนมีอันจะกิน คนอ้วนเป็นคนยากจน โรคมากขึ้น ยอมเสียเงินเพื่อให้ตัวเองผอม ต้องเปลี่ยนแนวคิด โครงการจะไม่สำเร็จหากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจ
นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ ได้สรุปประเด็นการขับเคลื่อนชุมชนด้วยพลังเครือข่าย ว่า การนำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรคในชุมชน จะสามารถแก้ปัญหาสาธารณสุขได้จริงหรือไม่ โดยให้มองบทบาทคน 3 กลุ่ม ดังนี้
1) มุมมองนักการเมือง คิดอยู่แต่ว่าจะให้อะไรกับประชาชนเพื่อให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี
2) เจ้าหน้าที่สาธารณสุข วันๆคิดแต่ว่าจะบริการอะไรให้แก่ชาวบ้านดี
3) นักวิชาการ ชอบสอนชาวบ้าน ยุ่งไปทุกที่ ตลอดวันๆคิดแต่ว่าสอนอะไรชาวบ้านดี
ถ้าเรามองว่าที่ผ่านมา 3 กลุ่มนี้ทำอะไร แล้วจริงๆประชาชนอยากได้อะไร แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกองค์กรได้มาจับเข่าคุยกัน นำไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ดังนั้น อย่าหลงทาง ไม่ควรเน้นรูปแบบ ให้เน้นเป้าหมายในความเข้มแข็งของชุมชน อย่าเน้นว่าเราต้องการอะไรจากชุมชน แต่ให้มองว่า เราให้จริงหรือ ตอบสนองจริงหรือ มิฉะนั้นเราจะได้ความร่วมมือเพียงครั้งเดียว แต่ในทางกลับกันถ้าเราให้ชุมชนคิดเองมันจะประสบความสำเร็จและยั่งยืน หมายถึง “เราชนะได้โดยไม่ต้องรบ”
วันนี้ที่ชื่นชม
@ เติมคุณค่าด้วยมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพชุมชน
การจัดงานมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพชุมชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ชื่องาน “ปลุกพลัง สร้างปัญญา เติมคุณค่า ชุมชนแห่งสุข” ในการจัดงานมีกิจกรรมสันทนาการ ด้วยการให้ผู้เข้ารับการอบรมหย่อนบัตรชิงโชคและตอบคำถามชิงรางวัล ในช่วงต่างๆ ของการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการประเมินผู้เข้าร่วมกิจกรรมและสร้างการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังได้กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในงานมีการส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้วย “ตัวหนังตะลุง” เป็นผู้ถือพลุส่งให้ประธานปล่อยขณะเปิดงาน และมีการแสดง “การละเล่นพื้นบ้าน งูกินหาง” โดยชมรม อสม. เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี

“ตัวหนังตะลุง” และ “งูกินหาง”
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ เปิดนิทรรศการ
๑) นวัตกรรมชุมชนปลอดยุงลาย บ้านบางคราม หมู่ที่ ๒ ตำบลปากฉลุย อำเภอท่าฉาง จังหวัด สุราษฎร์ธานี
ด้วยการใช้ปี๊บดักยุง และตะไคร้หอมไล่ยุง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในชุมชน ปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมี ทำให้ชุมชนลดค่าใช้จ่าย ลดการปนเปื้อนจากสารเคมี นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และประชาชนในชุมชนเห็นความสำคัญ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนใกล้เคียง และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์
๒) นวัตกรรมเซียมซีทายสุขภาพ-น้ำปรับสมดุลตามธาตุ บ้านท่าหัก หมู่ที่ ๓ ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในเรื่องการบริโภค เพื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ด้วยการจัดทำนวัตกรรมเซียมซีทายสุขภาพ-น้ำปรับสมดุลตามธาตุ ลดค่าใช้จ่ายในการคัดกรอง โดยประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อน ป้องกันความเสี่ยง ด้วยการปรับวิถีชีวิตของตนเอง ร่วมกับการจัดการทางสังคม เช่น มติชุมชนเรื่องการลดการบริโภคน้ำหวาน หันมารับประทานน้ำสมุนไพร (น้ำปรับสมดุลตามธาตุ) แทน การถ่ายทอดขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนใกล้เคียง และปรับรูปแบบรายการอาหารที่มีความเสี่ยงน้อย โดยใช้โมเดลอาหารตัวอย่างในโอกาสต่างๆ เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่บ้าน
๓) นวัตกรรมถุงหอมไล่ยุง บ้านคอกช้าง ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ การนำตะไคร้หอมที่ปลูกไว้ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ และพัฒนาเป็นถุงหอมไล่ยุง นำแขวนในตู้เสื้อผ้า ราวตากผ้า ห้องน้ำ สำหรับไล่ยุงด้วยการนำตะไคร้หอมมาใช้ และดัดแปลงจัดทำเป็นถุง หอมไล่ยุง จนสามารถลดการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชน หมู่บ้านคอกช้าง ได้กำหนดกติกาจากการจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ว่าทุกครัวเรือนปลูกตะไคร้หอมเพื่อใช้ประโยชน์ทุกครัวเรือน ซึ่งทำให้หมู่บ้านมีวัตถุดิบอย่างเพียงพอ จึงขยายผลผลิตโลชั่นทากันยุง ที่ชาวบ้านสามารถทำได้เอง ตามสโลแกนว่า “ปลูกในชุมชน ผลิตในชุมชน ใช้ในชุมชน”
๔) นวัตกรรมเยี่ยมถึงบ้าน บริการด้วยใจ โดยชุมชนมีส่วนร่วม บ้านตะปาน หมู่ที่ ๒ ตำบลตะปาน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ตามที่กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เป็นจุดบริการที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด สถานีอนามัยตำบลตะปานจึงได้พัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ มีการดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเน้นการพึ่งตนเองของคนในชุมชน และมีเครือข่ายสุขภาพในตำบลที่ดูแลประชาชนครบทั้ง 4 มิติ และครบองค์รวม
๕) นวัตกรรมอาหารปลอดภัย ชุมชนหัวแหลมพัฒนา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เนื่องจากอาหารเป็นความปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต การที่ชุมชนเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องอาหารปลอดภัย ประชาชนในชุมชนมีการรวมกลุ่มกัน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชน ทางชุมชนมีการพัฒนาให้ชุมชนกลายเป็นโรงเรียนนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งเป็นแหล่งการเรียนรู้ในการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางให้ชุมชนอื่นๆ ได้มาศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสามารถนำไปพัฒนาชุมชนของตนเองได้ สามารถทำให้ประชาชนในชุมชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยการรวมพลังของประชาชนในชุมชน
๖) นวัตกรรมทรายหอมไล่ยุง บ้านแม่น้ำ ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จากการดำเนินการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมป้องกันโรค พบว่า สถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออก ในปี ๒๕๕๒ บ้านแม่น้ำ มีอัตราป่วยสูง จึงได้จัดทำนวัตกรรม “ทรายหอมไล่ยุง” เพื่อลดและป้องกันอัตราการเกิดลูกน้ำยุงลาย ที่สามารถลดการใช้สารเคมี ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผลิตจากวัสดุและพืชสมุนไพรที่มีในท้องถิ่น จากการประเมินความพึงพอใจในการใช้ทรายหอมไล่ยุง พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจ ร้อยละ ๘๓.๒ และยังลดอัตราป่วยด้วยไข้เลือดออกลง ขยายผลในชุมชนใกล้เคียง ทั้งภายในตำบลแม่น้ำ และชุมชนใกล้เคียง ในอำเภอเกาะสมุย อีกทั้งขยายผลในโรงเรียน และโรงแรมต่างๆ
๗) นวัตกรรมโรงพยาบาล ๑๐,๐๐๐ เตียง เทศบาลเมืองเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เทศบาลเกาะสมุยมีนโยบายการจัดบริการทางการแพทย์ในเชิงรุกให้ครอบคลุมทุก ครัวเรือนในเขตเทศบาลเมืองเกาะสมุย โดยการส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ การดูแลสุขภาพเฉพาะโรค และการดูแลผู้ป่วยที่ถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้สูงอายุ ด้วยการจัดบริการทางการแพทย์ไปดูแลถึงบ้าน รวมทั้งการจัดให้มีระบบบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินนวัตกรรมโรงพยาบาล ๑๐,๐๐๐ เตียง โดยการจัดบริการทางการแพทย์ถึงบ้านให้กับประชาชนที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และชราภาพ ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน ๑,๑๑๒ คน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้รับการดูแลที่บ้านต่อเนื่อง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมทั้งการได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีในกรณีฉุกเฉิน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในชุมชนและหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง และประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จึงพัฒนาขยายผลให้ครอบคลุมในกลุ่มอื่นๆ และด้านอื่นๆ เช่น การสร้างเสริมสุขภาพ
๘) นวัตกรรมสายวัดรอบเอว แถบสีช่วยแปลผล บ้านเกาะชะมวง หมู่ที่ ๑ ตำบลวัง อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
น้ำหนักเกินเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง การวัดรอบเอว เป็นวิธีการหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงภาวะอ้วน บ้านเกาะชะมวง เห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดทำนวัตกรรมสายวัดรอบเอว แถบสีช่วยแปลผล มาใช้ในการคัดกรองภาวะอ้วน และให้ประชาชนประเมินตนเองสามารถควบคุมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง ประชาชนสามารถวัดรอบเอวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถบอกระดับใด ปกติ เสี่ยง อันตรายหรืออ้วน และเป็นสิ่งกระตุ้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ในการควบคุมน้ำหนัก และลดภาวะเสี่ยงจากการเกิดโรคเรื้อรังที่สำคัญ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หัวใจ มีและใช้ในทุกครัวเรือน และขยายผลไปสู่ตำบลข้างเคียง
๙) นวัตกรรมสายใยชุมชนร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม บ้านเบื้องแบบ หมู่ที่ ๓
ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บ้านเบื้องแบบ หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านทำเนียบ มีอัตราการเพิ่มของภาวะอ้วนลงพุง และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ตามใจปากมากกว่าการใส่ใจสุขภาพ จากการจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฯ ทำให้เห็นถึงความสำคัญที่ต้องการให้ประชาชนในหมู่บ้านมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสามารถป้องกันการป่วยเป็นโรคได้นวัตกรรมสายใยชุมชนร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพมากขึ้น ชุมชนมีความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพมากขึ้น มีทีมสุขภาพและเครือข่ายเฝ้าระวังสุขภาพในชุมชน ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
๑๐) นวัตกรรมตารางเปรียบเทียบ ตำบลเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จากการดำเนินการแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฯ พบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาสุรา และบุหรี่ จึงได้จัดทำนวัตกรรมตารางเปรียบเทียบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง ครอบครัว โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทราบถึงค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และผลที่ตามมา ประชาชนมีความตระหนักในการลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จากการดื่มสุรา และทราบถึงประโยชน์ของการลด ละ เลิก สุรา ผู้ที่ดำเนินการนวัตกรรมประสบความสำเร็จ เป็นบุคคลต้นแบบ และเป็นวิทยากร เล่าประสบการณ์สู่หมู่บ้าน และตำบลอื่นๆเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้ดี ด้วยกระบวนการสื่อสารที่ดีระหว่างผู้ใช้และผู้ถ่ายทอด ซึ่งก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี จนก่อให้เกิดความร่วมมือ
๑๑) นวัตกรรมชุมชนต้นแบบ สลายพุง ลดโรค บ้านบางสาน หมู่ที่ ๕ ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปัญหาสุขภาพของคนในชุมชน ที่เกิดจากวิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น วัยทำงานประกอบอาชีพ กรีดยาง มักจะไม่รับประทานอาหารเช้า นิยมซื้อแกงถุง ไม่นิยมรับประทานผัก มีค่านิยมในการดื่มกาแฟ ส่วนวัยเรียนและวัยรุ่นชอบบริโภคน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบ จากสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำหมู่บ้านจัดการความเสี่ยง เพื่อลดภาวการณ์เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ของประชาชนในชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนทุกครัวเรือนมี ๑ แปลงผัก ๑ ห่วงฮูลาฮูบ ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในหมู่บ้านมีค่าดัชนีมวลกายลดลง ร้อยละ๖๗.๒ รอบเอวลดลง ร้อยละ ๕๐ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น คือ รับประทานผักปลอดสารพิษ ที่ปลูกไว้รับประทานในครัวเรือน และออกกำลังกายอย่างน้อยทุกวัน จุดเด่นของนวัตกรรมคือ มีการจัดทำกติกาชุมชน สัญญาประชาคม และฝึกอบรม อสม.น้อย ในการติดตามกลุ่มเสี่ยงที่ขาดการประเมิน
๑๒) นวัตกรรมสุขภาพหมู่บ้านต้นแบบ บ้านอินทนิลงาม หมู่ที่ 3 ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บ้านอินทนิลงาม เป็นหมู่บ้านที่พบอัตราป่วยด้วยไข้เลือดออกสูง จึงได้ดำเนินนวัตกรรมสุขภาพหมู่บ้านต้นแบบ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและไล่ยุงให้เกิดประโยชน์และต้นทุนต่ำ ผลจากการใช้ตะไคร้หอมไล่ยุง ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก อีกทั้งยังลดการปนเปื้อนสารเคมี ทำให้ประชาชนมีความสนใจ และให้ความร่วมมือในการใช้ตะไคร้หอม ไล่ยุง จนสามารถลดอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกได้แนวทางในการขยายผลนวัตกรรมขยายผลให้ประชาชนทุกครัวเรือน และหมู่บ้านใกล้เคียง ปลูกตะไคร้หอมไว้ไล่ยุง ป้องกันโรคไข้เลือดออกทุกครัวเรือนมีตะไคร้หอมไล่ยุง
๑๓) นวัตกรรมหมู่บ้านต้นแบบ ปลอดพลาสติก ลดมลพิษ ชีวิตปลอดภัย บ้านปากลาง หมู่ที่ 3 ตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จากสภาพสังคมทั่วไปและในชุมชน พบว่า เมื่อมีการจัดเลี้ยง มีการใช้ถุงพลาสติกในการบรรจุอาหารในขณะที่อาหารยังร้อน โดยมิได้คำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของผู้บริโภค นอกจากนั้นยังพบว่า ประชาชนนิยมใช้สารเคมีในการเกษตร และมักนิยมซื้อผักมาบริโภค แทนการบริโภคผักในท้องถิ่น จากการจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฯ และมติประชาชนจัดตั้งเป็นหมู่บ้านต้นแบบ งดการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร และรณรงค์ปลูกผักปลอดสารพิษผลจากการดำเนินนวัตกรรม ส่งผลให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการลดการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแทน และประชาชนมีการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองในครัวเรือน
๑๔) นวัตกรรมหมู่บ้านต้นแบบศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง บ้านปากชวดเหนือ หมู่ที่ ๖ ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บ้านปากชวดเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้ ดิน แหล่งน้ำที่สมบูรณ์ จากกระบวนการเรียนรู้ในการจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฯ จึงได้มีการวางแผนในการพัฒนา ด้วยการส่งเสริมพัฒนาอาชีพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเลี้ยงปลา ปลูกผักปลอดสารพิษ อย่างน้อยครอบครัวละ ๕ ชนิด มีการจัดการที่ดินสาธารณะเพื่อผลประโยชน์ของชุมชน ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมัน เรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติด้านสิ่งแวดล้อม เกิดการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ก่อให้เกิดธนาคารต้นไม้ เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนอื่นๆ เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของประชาชนในพื้นที่ และเครือข่ายอื่นๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด จุดเด่นของนวัตกรรมคือ มีต้นแบบ แหล่งน้ำธรรมชาติ ฝายชะลอน้ำ หรือ ฝายประชาอาสา ธนาคารต้นไม้ พืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ ป่าธรรมชาติที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
๑๕) นวัตกรรมถนนกินได้ไร้สารพิษ บ้านศรีควนทอง หมู่ที่ ๘ ตำบลช้างซ้าย อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประทานผักปลอดสารพิษ โดยเฉพาะพืชผักพื้นบ้าน และเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาถนนทุกสายให้สวยงามและมีประโยชน์สูงสุด ประชาชนมีจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพของตนเอง รู้จักเลือกรับประทานพืชผักปลอดสารพิษ มีประโยชน์ และไม่ต้องซื้อหา ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในครัวเรือน ขยายไปสู่ถนนทุกสายในหมู่บ้านอื่นๆ ให้ครอบคลุมทั้งตำบลจุดเด่นของนวัตกรรมการนำพื้นที่ริมถนนมาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผัก และเป็นการส่งเสริมการรักษาพันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีอยู่ โดยประชาชนเป็นผู้ปลูก ดูแลรักษา และเก็บผลผลิต
@โรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน


เรียนรู้กันเอง : ตำบลคลองชะอุ่น อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ชุมชนหัวแหลมพัฒนา
วันนี้ : ร่วมกันก้าวย่างอย่างมั่นใจ

เป็นโชคดีของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ผู้บริหารโดยเฉพาะ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ
ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเครือข่ายภาคประชาชนด้วยกระบวนการ SRM ทุกเวทีที่ท่านมีโอกาส พวกเรามักได้ฟังการบรรยายของท่านเสมอ
“การปรับกระบวนทัศน์ สัมผัสตัวตน เข้าถึงชุมชนเชิงบวก” พลังจะถูกปลุก คนเคยท้อแท้ เริ่มมีความหวัง คนที่เปี่ยมด้วยพลัง เริ่มออกมาร่วมขบวน
ปรากฏการณ์ SRM เป็นสิ่งที่ยากอธิบายด้วยคำพูด ขอเพียงท่านเข้ามาสัมผัสอย่างจริงจัง ถึงวันนั้นท่านจะพบกับความมหัศจรรย์ SRM
ความมหัศจรรย์ อาจารย์หมออมร นนทสุต และท่านจะภาคภูมิใจที่ท่านได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน
รวบรวมและเรียบเรียงโดย
นายพงค์กิจ ศิริยงค์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
งานสาธารณสุขมูลฐานและสุขภาพภาคประชาชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี
|